กรณีศึกษา: จาก “น้ำมันประกอบอาหารใช้แล้ว” สู่เชื้อเพลิงเครื่องบิน ซานตงครองสัดส่วนการผลิตกว่าครึ่งหนึ่งของจีน

วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ก.ค. 2569

| 202 view

ภาพข่าวน้ำมัน_1

รูปภาพจาก: 大众网 (ต้าจ้งหว่าง)

ในอดีต น้ำมันประกอบอาหารใช้แล้ว มักจะถูกเชื่อมโยงกับปัญหาด้านความปลอดภัยทางอาหาร แต่ในปัจจุบัน ของเหลือทิ้งที่เคยถูกมองข้ามนี้กำลังกลายเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวที่เป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ผลิต เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)” ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการบิน

ภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายประเทศหันมากำหนดเป้าหมายการใช้ SAF ในภาค การบิน ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมณฑลซานตงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญของอุตสาหกรรมดังกล่าวที่โดดเด่นของจีน ปัจจุบัน จีนมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตส่งออก SAF จำนวน 4 แห่ง โดย 2 แห่งตั้งอยู่ในมณฑลซานตง ได้แก่ Shandong Sanju Bioenergy Co., Ltd.ในเมืองรื่อจ้าว และ Shandong Haike Chemical Co., Ltd.ในเมืองตงหยิง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 500,000 ตัน/ปี หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิต SAF ทั้งหมดของจีน

จากของเสียในครัวสู่ทรัพยากรสำคัญ

8b5cf8de-8d1d-4409-902a-c54b955f34ceรูปภาพต้นฉบับจาก: CHINA SCIENCE COMMUNICATION

ปัจจุบัน หลายประเทศและหลายภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ เริ่มสนับสนุนการใช้ SAF ในภาคการบิน เนื่องจากเชื้อเพลิงดังกล่าวสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 80% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งยังสามารถใช้งานกับเครื่องบินในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ทำให้หลายประเทศมองว่า SAF เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

นอกจากนี้ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15” (ค.ศ. 2569 - 2573) ของจีน ยังเป็นช่วงสำคัญของการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินสีเขียว และการผลักดันห่วงโซ่อุตสาหกรรม SAF อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการบิน

ข้อได้เปรียบที่ทำให้มณฑลซานตงก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิต SAF สำคัญของจีน

  1. ความพร้อมด้านวัตถุดิบ มณฑลซานตงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วจำนวนมากของจีน จึงกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิต SAF ของประเทศ
  2. ความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ บริษัท Shandong Sanju Bioenergy Co., Ltd. โรงงาน ผลิต SAF ที่ตั้งอยู่ในเมืองรื่อจ้าว มีโรงงานตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือสำคัญอย่างท่าเรือหลานซานและท่าเรือเหลียนหยุนกั่ง รวมทั้งอยู่ใกล้ทางขึ้น-ลงทางด่วน สะดวกต่อการขนส่งวัตถุดิบและการส่งออกน้ำมัน SAF
  3. การต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยเลือกใช้อุปกรณ์จากโรงกลั่นน้ำมันเดิมมาต่อยอดสำหรับผลิต SAF แทนการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด ช่วยลดต้นทุนการลงทุนได้ประมาณ 40% และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่าน ของอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันแบบดั้งเดิมสู่การพัฒนาพลังงานสีเขียวได้อย่างรวดเร็ว

โอกาสที่มาพร้อมความท้าทายของอุตสาหกรรม SAF ในมณฑลซานตง

แม้มณฑลซานตงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิต SAF ที่สำคัญของจีน แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยด้านวัตถุดิบ การตลาด และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบัน จีนผลิตน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วมากที่สุดของโลกมากกว่า 12 ล้านตัน/ปี แต่ปริมาณที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงมีอยู่เพียง 4.5 - 5 ล้านตัน/ปีเท่านั้น และในขณะเดียวกัน น้ำมันที่ใช้แล้วจำนวนมากยังถูกส่งออกไปต่างประเทศเพื่อนำไปแปรรูปต่ออีกด้วย โดยในปี 2567 จีนส่งออกน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วเกือบ 3 ล้านตัน แต่กลับส่งออก SAF ที่ผลิตภายในประเทศไม่ถึง 100,000 ตัน

นอกจากนี้ แม้อุตสาหกรรมการบินในหลายประเทศจะเริ่มกำหนดมาตรการบังคับใช้ SAF แล้ว แต่ตลาดภายในจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและหลายโครงการยังอยู่ในระยะโครงการนำร่อง ประกอบกับต้นทุนการผลิต SAF ที่ยังสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ประกอบการยังต้องอาศัยนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มเติม

ไทยเรียนรู้อะไรจากกรณีของซานตง เมื่อของเสียกลายเป็นทรัพยากรที่เป็นที่ต้องการ

กรณีของมณฑลซานตงสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานเดิมมาต่อยอด และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาวัตถุดิบ การศึกษาตลาดและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวได้

ปัจจุบัน ไทยเองก็มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดตั้งเครือข่ายรวบรวมน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วเพื่อการผลิต SAF ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงวัตถุดิบในการผลิต SAF มากขึ้น ในขณะเดียวกัน กรณีความท้าทายของมณฑลซานตงเองกลับชี้ให้เห็นว่า การมีวัตถุดิบอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ยังต้องพึ่งปัจจัยด้านการจัดการ รวมถึงกฎระเบียบต่าง ๆ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ไทยต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว

แหล่งที่มา:

https://sd.dzwww.com/sdnews/202606/t20260621_17857368.htm

https://mp.weixin.qq.com/s/1BjLZsQPY8GxqVRa_btScw

https://globthailand.com/globinsight-saf/