สะพานเชื่อมต่อการค้า “จี่หนาน-อินชอน” เปิดเส้นทางการบินขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหนุนความร่วมมือทางการค้าจีน-เกาหลีใต้ ในการขยายเศรษฐกิจและการบินระดับภูมิภาค

วันที่นำเข้าข้อมูล 2 พ.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 พ.ย. 2569

| 133 view

1_3

การค้าระหว่างประเทศและการเติบโตของอีคอมเมิร์ชข้ามพรมแดนพัฒนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายโลจิสติกส์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อต้นทุนและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการ ล่าสุดนครจี่หนาน เมืองเอกของมณฑลซานตง ประเทศจีน ได้เพิ่มช่องทางการขนส่งการค้าภูมิภาคทางอากาศ ด้วยการเปิดให้บริการ “เส้นทางการบินขนส่งสินค้า (All-cargo flight) ระหว่างนครจี่หนาน-นครอินชอน” อย่างเป็นทางการซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจทางอากาศยานระหว่างสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีใต้มีความใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะเพื่อนบ้านทางทะเลและคู่ค้ารายใหญ่ที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกัน ซึ่งทำให้มณฑลซานตงทำหน้าที่เป็น “ประตูหน้าด่าน” ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ การเปิดเส้นทางการบินตรงระหว่างเมืองเอก “นครจี่หนาน” และศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่าง “นครอินชอน” จึงมีความสอดคล้องกับปริมาณความต้องการด้านการค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีปริมาณและความถี่สูงในเส้นทางนี้

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน SF Airlines (順丰航空) เที่ยวบินที่ O3235 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติจี่หนานย่าโอ้เฉียง มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ โดยปริมาณและประเภทสินค้าในเที่ยวบินแรกมีบรรทุกสินค้าน้ำหนักรวมกว่า 30 ตัน โดยแบ่งเป็นสินค้าขาออกจากนครจี่หนานไปนครอินชอน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชกรรม (Biopharmaceuticals) ท้องถิ่น ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย รวมถึงสินค้าจากแพลตฟอร์มการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และสินค้าขาเข้าจากนครอินชอนสู่นครจี่หนาน ครอบคลุมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และอาหารทะเลสด ซึ่งสะท้อนความต้องการของตลาดทั้งสองฝั่ง

ความสำเร็จในการเปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าทางอากาศยานนี้เกิดจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนในนครจี่หนาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานงานโลจิสติกส์ท่าเรือนครจี่หนานที่เข้ามาช่วยประสานงานในเชิงปฎิบัติการหรือเขตเศรษฐกิจท่าอากาศยานจี่หนานที่เตรียมพร้อมเรื่องการรองรับการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ท่าอากาศยานจี่หนานได้ยกระดับแผนการปฎิบัติงานตลอดกระบวนการให้มีความรัดกุม ควบคู่กับการทำงานร่วมกันของหน่วยงานตรวจร่วม ทั้งศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจสนามบิน ในการปรับปรุงขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าให้สอดคล้องกับรอบเวลาการขนส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางพิธีการศุลกากรให้แก่ผู้ประกอบการ

โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Chuangliangang (Shandong) Industrial Investment Co., Ltd. (创联港(山东)产业投资有限公司) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Jinan Urban Construction Group (济南城市建设集团) โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ดังนี้  

          1. การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งใช้โอกาสจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของเมืองทั้ง โครงการขยายท่าอาศยานนานาชาติจี่หนาน ระยะที่ 2 (Phase II Expansion) ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ต่อยอดจากโครงการพื้นฐานเดิม (ระยะที่ 1) เพื่อรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศและสินค้าที่เติบโตเกินขีดจำกัดเดิม โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถของเขตโลจิสติกส์การบินและคลังสินค้า (Cargo) ควบคู่ไปกับ การพัฒนาเครือข่ายท่าเรือ/ท่าเรือบก (Inland Port) ตามยุทธศาสตร์การผลักดันระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อเชื่อมโยงการค้าชายฝั่งและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน

          2. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและการเชื่อมโยงด้านต้นทุนเวลา การค้าระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันด้านเวลาของเครือข่ายโลจิสติกส์คือตัวชี้วัดความอยู่รอดของห่วงโซ่อุปทาน การที่จีนและเกาหลีใต้เชื่อมโยงฐานการผลิตและตลาดผู้บริโภคเข้าด้วยกันผ่านโครงการพื้นฐานการบิน ได้แก่ (1) เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเส้นทางการบินข่นส่งสินค้าระหว่างประเทศ (2) ผลักดันให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์การบินเข้ามาเสริมพลัง (Empower) ให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) และ (3) พัฒนากลไกการดำเนินงานขององค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สมัยใหม่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างนครจี่หนานกับนครอินชอนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้นครจี่หนานก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ภาคเหนือของจีน” พร้อมทั้งสนับสนุนให้มณฑลซานตงสามารถเพิ่มช่องทางและเส้นทางระเบียงโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาคได้ต่อไป

แม้ว่าเส้นทางการบินในการส่งสินค้า “จี่หนาน-อินชอน” จะเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศจีนและเกาหลีใต้ แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้สะท้อนประเด็นเชิงเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจำเป็นต้องตระหนักและเตรียมรับมือแรงกดดันต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสินค้าสดและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เส้นทางการบินดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่สินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “อาหารทะเลสด” และสินค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ประเทศไทยพึ่งพาในการส่งออกไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเช่นกัน การที่ประเทศคู่แข่งมีระบบการขนส่งทางอากาศที่มีความถี่แน่นอนพร้อมความสามารถในการจัดการสินค้าที่ต้องแข่งขันกับเวลา สร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทย การยกระดับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและความเชื่อมโยงด้านต้นทุนเวลา ในการค้าระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันด้านเวลา การที่จีนและเกาหลีใต้เชื่อมโยงฐานการผลิตและตลาดผู้บริโภคเข้าด้วยกันผ่านโครงสร้างพื้นฐานการบินที่สมบูรณ์ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multi-modal Transport) ให้เชื่อมโยงกัน เพื่อรักษาบทบาทการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชีย

ความสำเร็จเบื้องหลังเส้นทางการบินนี้ไม่ได้เกิดจากตัวสายการบินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างเป็นระบบระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท่าอากาศยาน และหน่วยงานตรวจสอบชายแดน เช่น ศุลกากรและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการลดขั้นตอนลดอุปสรรคเชิงระบบและร่นระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้าให้สอดคล้องกับรอบเวลาการขนส่ง ข้อมูลและกรณีศึกษานี้จึงสะท้อนกลับมายังประเทศไทยว่า การปรับปรุงกฎระเบียบ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (เช่น National Single Window) และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร เป็นกุญแจสำคัญระดับมหภาคที่ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในระดับสากล     

ศูนย์ธุรกิจเพื่อไทยในจีน
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว

อ้างอิง

https://baijiahao.baidu.com/s?id=1874748836988713511&wfr=spider&for=pc